ນະຄອນຫຼວງວຽງຈັນ-ຫຼວງພະບາງ

สมัยเรียน ครูเคยบอกว่าประเทศลาวเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขา เพิ่งมาเห็นด้วยตาตนเองว่าวิวภูเขาที่ประเทศลาวสวยงามและอลังการมาก แต่กว่าจะเดินทางมาถึงจุดที่มองเห็นความงามข้างหน้าต้องดั้นด้นเดินทางด้วยความทรหดมากด้วยเช่นกัน เราเดินทางด้วยรถยนต์ไปตามทางหลวงหมายเลขที่ 13 ถนนสายหลักซึ่งเชื่อมต่อนครหลวงเวียงจันทร์ วังเวียง หลวงพระบาง ซึ่งทางหลวงสายนี้ ณ.เวลานี้บอกเลยว่า เกือบ 90% พัง เพราะรถที่วิ่งไปมามีทั้งรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ขนสินค้ามาจากประเทศจีน รถบัสโดยสารบรรทุกนักท่องเที่ยว รวมไปถึงคาราวานรถยนต์นักท่องเที่ยวที่ส่วนใหญ่ขับมาจากประเทศจีน เข้ามาเที่ยวในลาว เลยทำให้ถนนลาดยางมะตอยที่มีแค่สองเลนพังอย่างเกินจะเยียวยา ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อตลอดทั้งเส้นทาง ระยะทาง 160 กิโลเมตร จากนครหลวงเวียงจันทร์ ไปวังเวียงใช้เวลาถึงสี่ชั่วโมง
การเดินทางในครั้งนี้เราเริ่มออกเดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงเทพมาลงที่เวียงจันทร์ มาถึงเวียงจันทร์ประมาณเวลาบ่ายสองโมง แวะไปกราบวัดพระธาตุหลวง ທາດຫລວງ เวียงจันทร์ก่อน ซึ่งวัดพระธาตุหลวงนี้มีประวัติการก่อสร้างนับพันปีเช่นเดียวกับพระธาตุพนมของเรา

อากาศช่วงบ่ายแดดค่อนข้างร้อนถึงร้อนมาก แต่ก็ทำให้มองเห็นพระธาตุสีทองเหลืองอร่ามสวยงามมากเช่นกัน
แวะวัดสีสะเกด วัดที่มีพระพุทธรูปรวมกันทั้งหมดราวสามพันกว่าองค์ มีภาพวาดศิลปะบนผนังในโบสถ์ที่สวยงามอีกวัดนึง แต่เสียดายที่เค้าไม่ให้ถ่ายรูป 
เวลาประมาณสี่โมงเย็น ได้เวลาออกเดินทางจากนครเวียงจันทร์ โดยรถบัส มุ่งหน้าสู่วังเวียง คืนนี้เราจะแวะนอนทีวังเวียงหนึ่งคืนก่อนมุ่งหน้าไปหลวงพระบางต่อไป ระยะทางช่วงแรกจากนครเวียงจันทร์ไปวังเวียงประมาณ 160 กิโลเมตร ก็น่าจะประมาณกรุงเทพ-สิงห์บุรีซึ่งใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่า แต่เส้นทางนี้เราวันนี้ใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมงครึ่ง 
😁ชั่วโมงแรก ฝุ่นโขมงตั้งแต่เริ่มเดินทางออกจากนครเวียงจันทร์ อารามยังตื่นเต้นกับวิวข้างทาง จึงนั่งมองบ้านเรือนผู้คนที่หลังคาสีแดงซึ่งเป็นสีของฝุ่นที่เกาะติดแน่นอยู่ ต้นไม้ริมถนนสองข้างทางก็จะเป็นสีแดงไปหมด วัด ร้านขายของข้างทางที่ขายทั้งปลาตากแห้ง และปลาสด เห็นทะลุถึงความอุดมสมบูรณ์ของสินในน้ำ ยังคงเหม่อมองไปเรื่อยๆ
😔ชั่วโมงที่สองเริ่มหาว ง่วง ตาปรือ หลับ..zzz
😓ชั่วโมงที่สาม ลืมตาขึ้นมา ยังไม่ถึงอีกเหรอ ได้ยินเสียงคนถามว่าเหลืออีกกี่กิโล คนขับบอกว่า อีกประมาณชั่วโมงครึ่ง คนขับเลือกบอกเป็นเวลาแทนระยะทาง เพราะมันมืดแล้ว ข้างทางไม่มีป้ายสัญญาณอะไรให้สังเกตุ มีแต่ถนนที่พังและฝุ่นตลบ รถบัสวิ่งสลับหลบหลุมโยกเยกไปมา ชั่วโมงนี้ท้องใส้เริ่มปั่นป่วน ผะอืดผะอม ของเก่าเริ่มจะย้อนออกทางเข้า..
😣ชั่วโมงที่สี่ อาการเริ่มแย่ลง พยายามหายใจเข้า-ออกลึกๆ ขยับตัวไป-มากระตุ้นร่างกายให้ตื่นตัวบ้าง สักพักใหญ่ๆได้ยินคนขับบอกว่าเข้าเขตวังเวียงแล้ว หัวใจมันแช่มชื่นพองโตขึ้นมาทันที รอดละโว้ย...
ถึงที่พัก ทานข้าวไม่ลง นอนเอาแรงไปต่อพรุ่งนี้




อากาศยามเช้ามืดที่วังเวียง มีความหนาวเย็น มีโอกาสได้นั่งเรือล่องแม่น้ำซองดูพระอาทิตย์ยามเช้า 





แปดโมงเช้าได้เวลาล้อหมุน เดินทางต่อไปหลวงพระบาง ระยะทางข้างหน้าอีก 470 กิโลเมตร😖


จากวังเวียงไปแขวงหลวงพระบางระยะทางประมาณ 470 กิโลเมตร เราเปลี่ยนเป็นใช้นั่งรถตู้ ถนนช่วงนี้ สภาพค่อนข้างดีกว่าช่วง 160 กิโลแรกที่เดินทางมา แต่ก็ยังเป็นพังเป็นช่วงๆ ไปตลอดระยะทางและเป็นทางขึ้นภูเขาสูงชันระดับมหาวิทยาลัย ระหว่างทางขึ้นภูเขาลูกสุดท้ายก่อนเข้าเขตหลวงพระบาง รถเราต้องใช้เกียร์ต่ำขับขึ้นเขาสูงชันเป็นระยะทาง 9 กิโลเมตรซึ่งเป็นทางขึ้นอย่างเดียว ได้กลิ่นเหม็นไหม้หึ่งมาจากห้องเครื่องมาเลย จุดพีคของการเดินทางอยู่ตรงการขึ้นยอดเขาโค้งสุดท้ายนี้แหละ รูปนี้ที่ถ่ายคือวิวจากรถตู้เราต้องจอดข้างทาง และมีรถคันอื่นอีกร่วม 50 จอดฉุกเฉินกันเต็มข้างทาง ใช่แล้วครัช ขอบกั้นถนนไม่มี ด้านล่างเป็นเหวลึก ถ้าร่วงไปคงต้องกู้ภัยกันเป็นอาทิตย์
รถติดบนภูเขา... รถในประเทศลาวขับพวงมาลัยขวา ดังนั้นรถตู้เราจอดรอคิวตะกายขึ้นโค้งหักศอกตรงนี้ถูกต้องแล้ว รถด้านหน้าที่ลงเขามา ส่วนใหญ่เป็นคาราวานรถท่องเที่ยวจากจีน ก็พุ่งผิดเลนตรงลงมาหา ส่วนรถที่จอดรอด้านหลังรถตู้เราก็จากจีนเหมือนก็ขับเบียดมาทางขวาด้วย บอกเลยว่ารถจากจีนพาชาวบ้านแตกแถวเละเทะกันไปหมด
ชาุยชุดดำที่ยืนโบกไม้โบกมือ คืนพลเมืองดีคนจีนที่ทนสภาพรถติดยาวไม่ไหว ก็อาสายืนท่ามกลางฝุ่นตลบ คอยโบกให้สัญญาณโบกห้ามยังไม่ให้รถลงมา เพราะด้านล่างยังขึ้นไปไม่ได้ รถตู้คันหน้าสุดนำขบวนขึ้นไปแต่จังหวะไม่ได้ รถไม่มีแรงขับเคลื่อนต้องหยุดและพากันถอยเป็นขบวนลงมาตั้งหลักกันใหม่
ทุลักทุเลกันขีดสุด พอถึงคิวรถตู้เราต้องตะกายขึ้นจากจุดนี้ คนขับหันมาบอกให้ทุกคนเกาะให้แน่นเผื่อรถปัดไปมาระหว่างเร่งจังหวะขึ้นเขา ทุกคนเอาใจช่วยคนขับให้ขับผ่านตรงนี้ไปให้ได้ ตัวเกร็งแทบจะลืมหายใจกันทั่วทุกคน


ไม่น่าเชื่อ หลุดโค้งตรงนั้นมาไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตร จะเป็นจุดชมวิวของภูเขาลูกนี้ เราออกไปยืนดูด้านล่าง เห็นโค้งถนนที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์ระทึกมาหมาดๆ รถบรรทุกสีแดงเป็นคันที่จอดอยู่หัวขบวนตอนแรกที่เรามาถึงจุดนี้ ยังขึ้นมาไม่ถึง สภาพถนนแบบนี้ถ้าเป็นฤดูฝน บอกเลยว่าเอาชีวิตมาเสี่ยงมาก
จากภาพหัวโค้งถนนด้านบน ทำให้นึกถึงภาพรถบ้านสองคันจากจีน วิ่งตะลุยด้วยความเร็วลงมาแบบไม่กลัวตาย รถที่จอดรอกันด้านล่างพากันร้องวี้ดว๊ายกันทั้งคัน😬




ขบวนคาราวานจากจีน เข้ามาเที่ยวช่วงวันหยุดยาวตรุษจีน มีทุกรูปแบบ


วิวจากที่พักริมทาง เห็นแล้วค่อยคลายเครียดได้หน่อย พักกันตรงนี้เดี๋ยวออกเดินทางต่อ
ปลายทางหลวงพระบาง


เรื่องกำลังดัง