การเดินทางของจอหงวน: Day 186 จงตอบคำถามต่อไปนี้

ใครดูหนังเรื่องฉลาดแกมโกง จะเห็นวิธีการสอบบ้านเราส่วนใหญ่มักจะเป็นช้อยส์ให้นักเรียนเลือก นักเรียนต้องท่องจำเพื่อหาคำตอบที่ถูกต้องในกระดาษข้อสอบ คนออกข้อสอบก็ง่าย แค่มีคำตอบที่ถูกไว้หนึ่งข้อ ข้อที่เหลือใช้วิธีการเล่นคำหรือใส่ ง.ถุกทุกข้อ ไว้หลอกคนทำข้อสอบ คนตรวจข้อสอบก็ง่าย แค่มีแผ่นพลาสติกเจาะรูข้อที่ถูกต้องไว้ ทาบลงบนกระดาษคำตอบ รอยฝนดินสอข้อไหนโผล่ตรงรู ก็ได้คะแนน หลายคนคงเคยผ่านวิธีการสอบแบบนี้มาทั้งนั้น และวิธีการสอบแบบนี้ก็คงนำมาใช้อย่างต่อเนื่อง😞

อยากให้มาลองฟังลูกเล่าในการโจทย์ข้อสอบของอาจารย์ที่ Nanyang Technological University ดูบ้าง อาจจะพอมีคำตอบว่าทำไมการศึกษาของประเทศสิงคโปร์ถึงอยู่ในอันดับหนึ่งของเอเชีย และ Top10 ของโลก

ลูกเล่า😕

1. ปกติเวลาเรียนหนังสือเนี่ย อาจารย์ก็จะสั่งงานหลักๆ 2 ชิ้น คือ Presentation และ Term Paper
ส่วนใหญ่ก็จะแล้วแต่ความคิดสร้างสรรค์ของอาจารย์ว่าอยากจะให้ออกมาแนวไหน

2. เทอมนี้มีอาจารย์วิชานึง ที่เก่งมาก ชื่อ Prof. Farish Noor เป็นนัก ปวศ. เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ที่เก่งมากที่สุดคนนึงเท่าที่เคยเห็นเลย) สอนวิชา Discourse Analysis (ที่เราไม่ได้ลงเรียน) บอกว่าจะพาคลาสไป Asian Civilisation Musuem เพื่อชมนิทรรศการพิเศษเฉลิมฉลองสิงคโปร์ครบรอบ 200 ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ชื่อว่า Raffles in Southeast Asia ซึ่งรวบรวมของสะสมต่างๆ ของ Sir Raffles (ผู้บุกเบิกสิงคโปร์สมัยใหม่ หรือ modern Singapore) สมัยเริ่มเข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนเกาะชวา (Java) ของอินโดนีเซีย


3. ได้ยินดังนั้นก็เลยบอกเพื่อนไปว่า อยากไปด้วยมาก เพราะว่า 1. นิทรรศการนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานใหญ่ของสิงคโปร์ในปีนี้ที่จะพูดเกี่ยวกับ Sir Raffles ที่จัดขึ้นไม่บ่อยแน่นอน 2. อาจารย์เป็นนัก ปวศ. ที่เล่าเรื่องเก่งมาก สนุกมาก เหมือนทุกคนถูกสะกดจิต และอาจารย์ยังเป็น contributor ให้งานนี้ด้วย และ 3. อาจารย์จะบอกโจทย์เทอมเปเปอร์ให้คลาสไปเขียนส่ง โดยให้วิเคราะห์จากเนื้อหาในนิทรรศการนี้ ดังนั้นจึงเขียนอีเมล์ไปหาอาจารย์ บอกว่าขอติดไปด้วย อาจารย์ก็ตอบกลับมาว่า OK


4. งาน Raffles in Southeast Asia ถูกจัดขึ้นเพื่อจะสื่อว่า Sir Raffles เป็นบุคคลสำคัญในการเขียนประวัติศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเราอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งอย่างที่บอกว่าอาจารย์ก็ร่วมเป็น contributor ให้กับงานเค้าด้วย เราก็หวังว่าอาจารย์จะพาบรรยายงานตามเนื้อหาของงาน แต่ผิดคาดมาก เหมือนอาจารย์พาพวกเรามาเพื่อมาบอกว่า Sir Raffles เนี่ย จากสิ่งที่งานจัดแสดงอยู่ ถ้าลองมองมุมกลับ Sir Raffles เค้าก็เป็นแค่คนขี้โกงคนนึงที่เลือกที่จะเล่าเรื่องของพวกเราในแบบที่เค้าอยากให้เป็นก็แค่นั้นเอง พูดเสร็จแล้วอาจารย์ก็พาเดินเข้าไปในงาน ให้พวกเราเดินตามติดเข้าไปอย่างงุนงง โอ้โห แค่เริ่มก็สนุกแล้ว ตามสไตล์ Discourse Analysis



5. เริ่มจากอาจารย์ได้เกริ่นก่อนว่า Sir Raffles คือทำงานให้กับบริษัท East India Company (คล้ายๆ กับเป็นบริษัทของอังกฤษที่มีส่วนสำคัญในการล่าอาณานิคม) ประจำอยู่ที่เมืองท่าปีนัง เมื่อ 200 กว่าปีมาแล้ว แต่ว่าแต่ก่อนชาวดัทช์เค้ายึกครองดินแดนแถบนี้อยู่ คือมาเลเซียกับอินโดนีเซีย ทำให้อังกฤษเสียเปรียบในการส่งสินค้าไปขายกับจีนมาก แต่โชคดีมากว่าต่อมาดัทช์แพ้สงครามในยุโรปให้กับฝรั่งเศส เลยเป็นช่องทางของ Sir Raffles ให้เข้าไปยึดเกาะชวา ซึ่งเหมือนเป็นศูนย์กลางอำนาจของอินโดนีเซียได้สำเร็จ เค้าก็เลยได้บันทึกเรื่องราว เก็บของสะสมจากชวากลับไปอังกฤษได้ไม่น้อยเลย และนี่ก็เป็นที่มาของการจัดแสดงครั้งนี้


6. ที่ส่วนแรก อาจารย์เล่าว่า สิ่งของสะสมมากมายที่ Sir Raffles เก็บสะสมคือแสดงให้เห็นถึงศิลปะวัฒนธรรมที่สวยงามของคนชวา เช่น หน้ากากเอย หุ่นเชิดเอย อย่างที่เห็นในรูปด้านล่าง นิทรรศการก็จะบอกเล่าเรื่องราวและความสำคัญของหุ่นเชิด ว่ามันได้เชื่อมโยงกับจิตวิญญาณของคนท้องถิ่นยังไง // แต่ภาพตัดมา อาจารย์เล่าว่า ทำไมสิ่งของที่ Sir Raffles สะสมมีแต่วัฒนธรรมของคนชวา ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วสมัยนั้นมีคนตั้งหลายกลุ่ม หลายชาติอยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็น อาหรับ อินเดีย หรือจีน (คล้ายๆ ในเมืองไทย)


ก็เพราะว่า Sir Raffles เกลียดมุสลิม เพราะมุสลิมเป็นคู่แข่งทางการค้ากับอังกฤษยังไงล่ะ ดังนั้นในช่วงที่ Sir Raffles ปกครองชวา ก็ได้ออก travel permit สำหรับคนที่ไม่ใช่ชาวชวา เพื่อกีดกันไม่ให้คนเหล่านี้มาปะปนกับคนท้องถิ่นได้ นอกจากนี้ของที่เห็นๆ จัดแสดงอยู่เนี่ย ก็คือเป็นส่วนหนึ่งที่ยืมมาจาก British Musuem ซึ่งเป็นของที่ Sir Raffles ส่งกลับไปที่อังกฤษ เพราะมองว่าเป็นหน้าที่ของเจ้าอาณานิคมที่จะต้องปกปักรักษาวัฒนธรรมของชาวชวาไว้ ไม่ให้ศูนย์หาย โดยเลือกที่จะส่งกลับไปแบบเลือกปฏิบัติ เอาแค่ของคนชวาเท่านั้น


7. โซนต่อมาเป็นโซนจัดแสดงเกี่ยวกับอารยธรรมพุทธ-ฮินดู Sir Raffles ก็คือมองว่าเป็นอารยธรรมที่สวยงามของคนชวา เปรียบเทียบได้กับอารยธรรมอียิปต์โบราณเลยก็ว่าได้ สิ่งที่ Sir Raffles ส่งกลับไปบอกเมืองหลวงก็จะเป็นพวก รูปวาดเจดีย์ต่างๆ เช่นที่บูโรพุทโธ หรือซากอารยธรรมต่างๆ เช่นรูปปั้นที่แตกหัก เพื่อที่จะสื่อว่า อารยธรรมนี้เนี่ย มันเคยยิ่งใหญ่และเรืองรองมากนะ การที่จะกลับมาช่วยฟื้นฟู รื้อฟื้นประวัติศาสตร์ชวาได้เนี่ย ก็ด้วยน้ำมือของอาณานิคมอังกฤษเท่านั้น
8. สิ่งต่อมาที่ Sir Raffles เลือกที่จะสะสมเป็นพิเศษก็คือ อุปกรณ์ทำการเกษตรทั้งหลาย โดยที่บอกว่าอินโดนีเซียเป็นที่ล้อมรอบไปด้วยทรัพยากรน้ำ จึงมีอาชีพทำการเกษตรเป็นหลัก อย่างในรูปที่อาจารย์กำลังอธิบายอยู่ด้านล่างก็คือ รูปวาดสีน้ำของทุเรียน ที่ represent สังคมการเกษตรของคนชวาได้อย่างนึง ซึ่งอาจารย์ก็บอกว่า นี่เป็นเรื่องเดียวที่ Sir Raffles ได้ส่งกลับไปบอกเมืองหลวง ว่าชวาเต็มไปด้วยทรัพยากร เหมาะแก่การ exploit เป็นอย่างยิ่ง ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว ชวาคือมีมากกว่าแค่การเกษตร ไม่ว่าจะเป็นความรู้ด้านการแพทย์ การโหราศาสตร์ ฯลฯ ที่เค้าก็มี แต่ทำไม Sir Raffles ไม่เคยเลือกที่จะพูดถึงเลย? ก็เพราะเค้าต้องการเลือกที่จะส่งข้อมูลไปให้เท่านั้น เพื่อให้ได้ผลลัพท์ตามที่เค้าต้องการ ก็คือการที่เค้าและบริษัท East India Company จะได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของชวาได้อย่างเต็มที่


จากตรงนี้ที่ Sir Raffles ก็เลยจัดการก่อตั้ง Police force and Magistracy ขึ้นเป็นครั้งแรก ในช่วงปี 1840s (พร้อมๆ กับที่ประเทศตัวเองเริ่มสถาปนาตำรวจเลย) แต่ไม่ใช่เพื่อมาจับโจรผู้ร้ายนะ เพื่อใช้สำรวจประชากรว่าใครทำอาชีพอะไร แล้วก็ห้ามเปลี่ยนอาชีพเด็ดขาด ถ้าจะเปลี่ยนก็ต้องมาขออนุญาต จะย้ายบ้านก็ต้องมาขออนุญาต ถามว่าทำไม ก็เพราะว่าเพื่อเป็นการควบคุมแรงงานในการ maximise profit จากการใช้ประโยชน์ของทั้งทรัพยากรธรรมชาติ และทรัพยากรมนุษย์นั่นเอง


9. ส่วนที่เป็นไฮไลท์อีกอัน ที่ตอนแรกก็เหมือนจะดูเผินๆ มาก ก็คือแผนที่อันนี้ (ที่เป็นของอาจารย์เอง ให้ยืมมาจัดแสดง) โดยเป็นแผนที่ของจริงที่ Sir Raffles สั่งให้วาดไว้ มีความละเอียดสูงมาก บอกว่าเกาะชวามีทรัพยากรอะไร ท่าเรืออยู่ที่ไหน หมู่บ้านทั้งหมดมีเท่าไหร่ ชื่อว่าอะไร ถนนหนทางที่อังกฤษสร้างไว้ไปถึงไหน และที่สำคัญคือ แผนที่อันนี้ที่วาดมาเมื่อกว่า 200 ปีที่แล้ว ทุกวันนี้ยังใช้ได้อยู่จริง คือมีความละเอียดแม่นยำสูงมาก

แต่ก็แล้วไงอะ? มันก็คือแผนที่รึปล่าว? ก็ใช่ มันคือแผนที่ แต่การวาดแผนที่สมัยก่อนมันมีนัยยะสำคัญมากของ power alignment ในภูมิภาค คิดดูว่าอยู่ๆ มีคนมาสำรวจพื้นที่ของบ้านเราแล้ววาดออกมาได้อย่างแม่นยำ คือแสดงว่าเค้ามีอำนาจเหนือเราในทันที คิดๆ ดูแล้วก็นึกขึ้นได้ถึงแผนที่สยามที่ฝรั่งเค้ามาวาดในบ้านเราสมัยอดีต นั่นก็คืออีกรูปแบบนึงของการพยายามเข้ามาล่าอาณานิคมในบ้านเราได้เลยเหมือนกันนะ จุดนี้อึ้งกับความฉลาดของเจ้าอาณานิคมมาก


10. สุดท้ายคือแผนที่รูปนี้ ที่นำมาสู่การก่อตั้ง Modern Singapore อย่างที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้ คือเริ่มจากการเป็นเมืองท่า (port) สำหรับเรือสินค้าผ่านไปผ่านมานั่นเอง ซึ่งก็เป็นความคิดของ Sir Raffles นี่แหละ แต่มันเริ่มมาจากอะไร? ก็คือเริ่มมาจากการที่ Sir Raffles ต้องการจะสร้างเมืองท่าแข่งกับดัทช์ ที่ตั้งอยู่ที่ Bangka Belitung ใกล้ๆ กับเกาะสิงคโปร์ในปัจจุบัน แต่จะทำยังไงให้แข่งกับเค้าได้ล่ะ เพราะเค้ามีอยู่มาก่อนตั้งนานแล้ว? วิธีการก็คือ การทำสิงคโปร์ให้เป็นเมืองท่าปลอดภาษีนั่นเอง จึงเป็นที่มาของประวัติศาสตร์สิงคโปร์ในยุคสมัยใหม่ บางคนก็เลยบอกว่า การที่สิงคโปร์เป็นอย่างในทุกวันนี้ได้ก็ต้องขอบคุณ Sir Raffles มาก แต่ในขณะเดียวกับบางคนก็จะมีความคิดต่อต้าน Sir Raffles มาก ด้วยที่เค้าเป็นคนที่ค่อนข้างเอาเปรียบ และ corrupt จนอาจารย์เล่าว่า เรื่องราวของคนๆ นี้ก็จะมีทั้งจุดที่ขึ้นสุด ลงสุด หายไป กลับมาใหม่ แล้วก็ถูก contested อย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้นี่เอง

11. หลังเยี่ยมชมนิทรรศการจบ อาจารย์ก็บอกว่า ให้ใช้ข้อมูล material ทุกอย่างที่สามารถหาได้จากในงานนี้มาเขียนเปเปอร์ โดยโจทย์คือ

"With reference to Saussure's concepts of diachrony and polysemy (synchrony), as well as Wittgenstein's theory of language games and his argument that new language games may emerge and old languages games can die out, evaluate and review the Raffles exhibition at the ACM. Does the exhibition succeed in redefining the meaning of 'Raffles' legacy'. If yes, how and why; if no, how and why?"

เพื่อนคนนึงก็เลยเดินมาหาเราแล้วบอกว่า อิจฉาเรามากที่แค่มาเดินดูงานเบาๆ แล้วไม่ต้องเขียน essay กลับไป

นี่ก็คิดในใจว่า อืม คิดงั้นเหมือนกัน...

เรื่องกำลังดัง