การเดินทางของจอหงวน : Day 220

การเดินทางของจอหงวนใกล้จะถึงตอนสุดท้ายเข้ามาทุกทีแล้วนะ blog เงียบไปเป็นพักๆเพราะเฮียยุ่งกับการสอบและเที่ยว😌
ช่วงหลังการเลือกตั้งที่การเมืองบ้านเรายังคงเร่าร้อนเหลือเกิน พรรคการเมืองที่ก่อนเลือกตั้งพยายามยัดเยียดฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าให้หมาที่บ้านก็หายเงียบไปเลย คงต้องปูเสื่อรอดูกันว่านโยบายที่หาเสียงกันกระหน่ำจะนำมาใช้กันซักกี่ข้อ

ลูกเล่า😐
วันนี้มี รมต.คลัง Heng Swee Keat มางาน Ministerial Forum ที่มหาลัย

รมต. คนนี้มีความสำคัญมากเพราะเค้ากำลังจะก้าวขึ้นมาเป็น นรม. คนต่อไปของประเทศต่อจาก ลีเซียนลุง คนปัจจุบัน จากที่เคยดู budget speech เมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมาก็คิดว่าเค้าเป็นนักการเมืองที่มีวิสัยทัศน์และน่าสนใจมากคนนึงเลย วันนี้เลยลงชื่อเข้าไปฟัง

ปรากฏกลายเป็นว่าสิ่งที่น่าสนใจกว่าสิ่งที่ รมต. พูด คือสิ่งที่เด็กสิงคโปร์ถาม รมต. ตลอดฟอรั่ม 3 ชั่วโมง ที่สะท้อนความคิดอะไรบางอย่างของคนสิงคโปร์ได้เป็นอย่างดี


(1) อย่างแรกคือ คนสิงคโปร์มีความ xenophobia สูงมาก หลังจากเด็ก ป.ตรี ยกมือถาม รมต. ว่ารัฐบาลยังจะคงแผนการเพิ่มจำนวนประชากรให้ได้ 6.9 ล้านคนอยู่มั้ย รมต. ก็ถามคนในห้องกลับว่ามีใครไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้บ้าง คนทั้งห้องก็ยกมือ (เลยเนียนๆ ยกมือตาม กลัวเค้ารู้ว่าไม่ใช่คนโลคอล 55)

รมต. เลยตอบว่าสิงคโปร์ต้องมีความคิดเปิดกว้างให้มากกว่านี้ (open mindset) ไม่งั้นสิงคโปร์จะไม่มีที่ยืนในโลก ยิ่งเปิดกว้างมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งดีกับประเทศมากเท่านั้น และบางทีเราไม่ควรแต่จะคิดถึงแต่เรื่อง physical space ที่คนจะแน่นล้นเกาะ แต่ต้องคิดถึง social space ด้วยเช่นกัน ที่ทำให้คนมารู้จักกันและกันให้มากขึ้น

(2) ประเด็นต่อมา คนสิงคโปร์มีความพร้อมรับมือกับ disruption สูงมาก จากที่มีหลายคนถามว่าเค้าจะเตรียมความพร้อมรับมือกับหุ่นยนต์จะมาแย่งงานได้ยังไง

รมต. ก็ตอบว่าในทุกๆงาน ก็จะมีความจำเจ repetitive ของมันอยู่ ซึ่งงานพวกนี้ should go away! (นึกถึงงานบางอย่างในกระทรวงทันที 555) โดยหุ่นยนต์จะสามารถเข้ามาแทนที่งานเหล่านี้ได้ ในขณะเดียวกัน คนเราก็ต้องคิดงานใหม่ๆขึ้นมา ซึ่งงานใหม่ๆ ก็ต้องใช้สกิลใหม่ๆ เช่น ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม ฯลฯ ที่หุ่นยนต์มาแทนที่ไม่ได้ ดังนั้น การเรียนจบไม่ได้แปลว่าการเรียนรู้จะต้องจบลง เราต้องเรียนต่อไป ไม่ได้จากหนังสือ แต่มาจากการทำงานร่วมกับคน! willingess to change is important.

(3) เด็กจบมาส่วนใหญ่ไม่อยากรับราชการ เพราะคนเก่งๆ ก็อยากจะไปทำเอกชนกันทั้งนั้น ซึ่ง รมต. ก็บอกว่าจริง เล่าจากประสบการณ์ตรงว่าบางทีคนเก่งๆ ก็มีสมองไหลออกไปทำเอกชน เหตุผลหลักๆ ก็เป็นเพราะเงินที่มากกว่าเป็นเท่าตัว (ซึ่งเอาจริงๆ เงินเดือน ขรก. ที่นี่ก็ถือว่าสูงมากๆๆ อยู่แล้ว) ก็ไม่รู้จะทำยังไง เงินไม่ควรเป็นประเด็นในการที่อยากจะทำงาน public service

เค้าก็สัญญาว่า ถึงแม้การรับราชการจะไม่สามารถทำให้เรารวยเป็น tycoon ได้ แต่ก็มั่นใจได้ว่าจะอยู่อย่างไม่ลำบาก สามารถบอกพ่อตาแม่ยายได้อย่างเต็มปากว่าจะไม่ทำให้ลูกสาวอยู่อย่างแร้นแค้นแน่นอน

พูดเสร็จก็ขอบคุณ Estella คนถามแล้วก็ชวนมารับราชการด้วยกัน

เราฟังแล้วก็ชื่นใจเพราะเข้าใจสิ่งที่ รมต. พูดได้เป็นอย่างดี พลางนึกในใจว่า ขนาดข้าราชการสิงคโปร์เงินเดือนเยอะๆ ยังรวยไม่ได้ แล้วทำยังไงที่ไทยบางคนถึงรวยได้หว่า...
Image may contain: 1 person

เรื่องกำลังดัง